[บันทึกฝึกงาน]โรงพยาบาลสัตว์เล็ก
posted on 14 Apr 2012 19:11 by carnis directory Cartoon, Lifestyle, Diary********************
เอนทรีนี้มอบแด่น้อง jelova หวังว่าเรื่องของพี่คงไม่ทำให้น้องท้อกับทางนี้นะครับ สู้ๆ ;D
********************
จบลงไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับการฝึกงานอันยาวนานของผมที่ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดเสาร์อาทิตย์
ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ถึงวันที่ 8 เมษายน (เลยอดไปงานหนังสือกับงานแคลซูลเลยอ่า orz) งานเริ่มเวลา
9.00-18.00 น. โดยตารางทุกอย่างผมกำหนดเองทั้งสิ้นแล้วให้ทางคณะช่วยทำเรื่องให้ บ้างคนก็บอกว่าผม
บ้าแทนที่สอบเสร็จจะพักก่อนสักสองสามวัน แต่ผมว่าแบบนี้แหละดีแล้วเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองดีกว่า
นอนเกาสะดืออยู่บ้านเฉยๆ 

เรามาเริ่มกันที่อุปกรณ์ที่ควรเอาไปด้วยพื้นฐานก่อนดีกว่านะ
1. สมุดกับปากกา : ของตายแน่นอนครับเพราะอาจต้องเอาไปจดบันทึกความรู้ใหม่ต่างๆ จากพี่หมอ
กันลืม อย่าไปหวังพึ่งของที่มีในโรงพยาบาลดีกว่านะ
2. นาฬิกาข้อมือแบบมีเข็มวินาที : เป็นไอเท็มที่ควรติดตัวตลอดเวลาเลยครับ เพราะได้ใช้แน่นอนในการจับ
เวลาวัดนับอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ หรือจับเวลาวัดไข้
3. Stethoscope : เอาของตัวเองไปก็ดีแต่ถ้ามีให้ใช้ที่โรงพยายบาลก็ไม่ต้องเอาไปครับ
4. ครีมทามือ : อันนี้แล้วแต่คนนะ สำหรับผมมันจำเป็นอ่ะ เพราะผมเป็นคนที่ล้างมือบ่อยมากเรียกได้ว่าล้าง
ทุกครั้งที่เปลี่ยนเคสทำให้ผิวแห้งแตกคันยิบๆ เลยสุดจะทนต้องไปถอยมันมาใช้ ฮ่าๆ
5. รองเท้าผ้าใบ : ไม่ต้องเอายี่ห้อหรูหรอกครับ เอาที่มันทนๆ อ่ะ นันยางไปเลยแนะนำเพราะแมวอยู่ในกรง
มันเบื่อพอได้ออกมามันจะโจมตีใส่เท้าคุณทันที (ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องรองเท้าเนี่ยแล้วแต่ที่ฝึกงาน
เขาจะกำหนดด้วยนะ)
ปล. นอกจากอุปกรณ์แล้วเล็บมือเราควรตัดสั้นและไม่ทาสีนะจ้ะ เป็นหมออย่าห่วงสวยเอาแค่หน้าไม่โทรมก็พอแล้ว 

********************
ในโรงพยาบาลสัตว์ที่ผมเข้าฝึกเป็นเหมือนเมืองลับแลย่อมๆ เลยครับเพราะไม่ว่าจะผู้ช่วยหรือพี่หมอ
ก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ขนาดคุณหมอเจ้าของโรงพยาบาลยังเป็นผู้หญิงเลย ในบางวันเท่านั้นแหละที่ตอนเย็นจะ
มีพี่หมอผู้ชายเข้ามารับเคสผ่าตัดและวันนั้นเองทุกคนจะหายตัวเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัดกันหมดเลย ฮ่าา
พี่หมอแต่ละคนมีคาร์แรคเตอร์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจนครับแต่ทุกคนคุยสนุกมาก
ทุกเช้าผมจะเริ่มงานด้วยการตอกบัตรเข้าทำงานเหมือนพี่หมอคนอื่นๆ (เคยลืมตอกบัตรไปเกือบชั่วโมง
ด้วยล่ะ) ในตอนเข้าที่พี่หมอยังไม่เข้างานหน้าร้านถือเป็นเขตอันตรายของผมเลยเพราะเจ้าของเคสที่จะเข้ามา
เมื่อไหรไม่รู้จะมุ่งตรงเข้าหาผมทันทีเนื่องจากเสื้อ med ขาวที่ผมใส่มันคล้ายๆ หรือจะบอกว่าเป็นแบบเดียวกับที่
หมอใส่นั้นแหละ ช่วงเช้าหลังเข้างานผมจึงไม่ค่อยอยู่หน้าร้านนัก ไม่ไปอยู่ห้องจ่ายยาก็ไปอยู่ในห้องพักสัตว์ป่วย
หางานทำเรื่อยเปื่อยรอพี่หมอ หลังๆ มาผมเริ่มออกมาหน้าร้านได้มากขึ้นพร้อมกับสกิลปัดหลบอันนุ่มนวล
(เลียนแบบมาจากพี่ผู้ช่วย)
ปล. เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้อง "มีรอยยิ้มให้เคสอยู่เสมอ" ไม่วาเคสจะเหวี่ยงเรามาแค่ไหน
หรือถ้าทำไม่ได้ก็ควรเปลี่ยนกลับมาให้เร็วที่สุดแต่อย่าลืมดูสถานการณ์ด้วยล่ะ 

จนโน่นแหละครับ เมือเวลาที่พี่หมอคนแรกเหยียบเท้าเข้าโรงพยาบาลมานั้นแหละ สงครามที่แท้จริงถึงได้
เริ่มต้น พวกพี่หมอจะเป็นคนรับศึกหน้าบ้าน ส่วนพวกพี่ผู้ช่วยจะเป็นคนรับศึกหลังบ้าน ผมเหรอ? ทำทุกอย่าง
ครับหน้าเสร็จก็ไปข้างหลัง ใครเรียกเมื่อไหรก็ไปช่วยหมดแหะ ถ้าคนตรงนั้นไม่เยอะเกินไปอ่ะนะ
งานหลังบ้าน (ห้องพักสัจวป่วยที่ไม่ติดเชื้อและฝากเลี้ยง ฝากรักษา) ส่วนมากเป็นการให้ยา ทำแผล
ให้น้ำเกลือ บางทีก็มีพี่หมอลงมาช่วยเหมือนกันถ้าเคสหน้าบ้านไม่เยอะ ตัวไหนนิสัยดีพี่ผู้ช่วยก็จะทำคนเดียว
ถ้าตัวไหนดุ-ดื้อก็ต้องช่วยกันรุมหลายๆ คน ส่วนมากแค่ 3 คนก็เอาอยู่แล้วนะ
การจับบังคับสัตว์แต่ละครั้งจะมีเป้าหมาย 3 อย่างครับ คือ คนปลอดภัย สัตว์ปลอดภัย และงานสำเร็จ
แต่บางครั้งอาจทำได้ยากขึ้นถ้าเจ้าของยังอยู่ในห้องเพราะบางทีสัตว์จะรู้สึกว่ามันมี "คนหนุนหลัง" เลยจะดื้อ
ขึ้นถ้าจะของออกไปซะบางตัวก็ยอมแต่โดยดีแล้วครับ หรือไม่อีกอย่างตัวเจ้าของเองนั้นแหละที่ทำให้งานช้าลง
ด้วยประการนี้เองในหลายๆ ครั้งจึงต้อง "เชิญ" เจ้าของออกไปรอนอกห้องตรวจระหว่างทำแผล
ศึกหน้าบ้านอันเป็นงานของพี่หมอนั้นความยากมันไม่ได้อยู่ที่เคสที่เข้ารับการรักษาเท่านั้น มันยัง
อยู่ที่การรับมือกับเจ้าของเคสเหล่านั้นด้วย ตัวสัตว์ไม่ว่าจะดื้อหรือดุแค่ไหนย่อมมีทางกำราบให้อยู่ใต้การ
ควบคุมได้ไม่ยากนัก (เหรอ...) แต่เจ้าของเคสนี่แหละที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงที่สุดในห้องตรวจ (แต่
เจ้าของนิสัยน่ารักก็มีเยอะนะ)
รูปแบบการรับมือกับเจ้าของเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนไปตามหมอแต่ละคน และนี่แหละ คือ "สงคราม"
แบบแรก ). เจ้าของขี้จุกจิก
เจ้าของประเภทนี้เมื่อหมอและผู้ช่วยเริ่มรู้ตัวก็จะพากันหรอยไปทีละคนจนไม่เหลือ หนีง่ายที่สุด
ถ้าไม่โดนเดินตาม
แบบสอง). ประเภทสร้างบรรยากาศข่มเหนือตลอดเวลา
ประเภทนี้จะน่าเบือนิดนึง
แบบสาม). ประเภทขี้กังวลเป็นห่วงสัตว์ (มากจนเป็นการขัดขวางการตรวจ)
ประเภทนี้รับมือไม่ยากแค่อธิบายไปเรื่อยๆ แต่ให้อธิบายบ่อยๆ (มากกว่า 3 รอบ) มันก็....นะ
รึจนปรอทหยุดวิ่ง สัตว์น่ะถ้ามันปกติดมีตัวไหนจะยอมให้เอาแชอะไรมาจิ้มก้นกันง่ายๆ ไหมล่ะ -w-
ความจริงมีเยอะกว่านี้เพราะแต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ แต่ละคนก็หิ้วเงือนไขประหลาดๆ มาให้
หมอและผู้ช่วยกุมขมับกันสาระพัดสาระพัน ส่วนใครจะได้ตำแหน่ง "สุดยอดเจ้าของมีปัญหาในดวงใจ"
ก็แล้วแต่วิจารณญาณของหมอแต่ละคนแหละครับ ไม่แน่ผมอาจได้ตำแหน่ง "หมอไม่ตามใจป้า" ในดวงใจของ
ป้าเคสนั้นไปแล้วก็ได้ใครจะรู้ ฮ่าๆ
ถ้าไม่นับเจ้าของเคสที่มาให้เป็นเป็นตัวๆ แล้วล่ะก็ โทรศัพท์ก็ถือว่าน่ากลัวใช้ได้เลยครับเพราะไม่รู้
ว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา เคส? พี่หมอ? พี่ผู้ช่วย? โรคจิต(มีโทรมาจริงๆนะ)? ผมจึงมักอยู่ห่างโทรศัพท์มาก
ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพราะรับไปเราก็ไม่รู้จะตอบยังไงอยู่ดี แต่ถ้าแถวนั้นมีพี่ผู้ช่วยเป็นกองหนุนอยู่สักคนล่ะก็
ผมอาจจะรับถ้าพี่เขาไม่รับอ่ะนะ ครั้งหนึ่งมีเคสที่ต้องการใช้ออกซิเจนเข้ามามากจนออกซิเจนในโรงพยาบาล
หมด เช้ารุ่งขึ้นเลยมีโทรศัพท์จากคนส่งออซิเจนเข้ามาพร้อมถามด้วยสำเนียงอีสานว่า
"รับออกซิเจนไหมคร้าบ?"
แต่โชคร้ายของพี่เขาที่ผมเป็นคนรับ ฟังไม่ออกเลยฟังได้แต่ไหมคร้าบ ไหมคร้าบ แง้ว พี่ผมขอโทษ --- ;w;
ความรู้พื้นฐานเรื่องวัคซีนก็จำเป็นต้องรู้นะเพราะถ้าเคสถามเราควรมีความรู้เอาตัวรอดบ้าง เคยโดนเคส
ถามความรู้นิวทริชันด้วย...จำได้ว่าหลับในห้องเรียนเหมือนคนส่วนใหญ่ T[]T
เล่าเรื่องฝึกงานที่โรงพยาบาลสัตว์นี้โดยไม่เล่าถีงแมวตัวนี้คงไม่ได้ "เจ็ด" หรือ "คุณยาย" ตามที่
พี่หมอและพี่ผู้ช่วยเรียกกันเป็นแมวไทยอายุ 18 ปีทียังดูหน้าเด็กอยู่ ทุกเช้าไม่ผมก็พี่ผู้ช่วยหรือพี่หมอสักคน
จะต้องมาให้น้ำเกลือใต้หนังยายวันละ 100 cc เพราะยายแห้งน้ำมากขนาดไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง
ก่อนและหลังให้ ผมคงไม่พูดถึงยายถ้าไม่บังเอิญไปเห็นป้ายกระดาษหน้ากรงยายติดว่ายายกินวิญญาณ
เป็นอาหาร ทีแรกผมก็หัวเราะไปแบบขำๆ แต่ก็ลองสังเกตดูนะ วันนั้นยายส่งเสียงร้องมากเป็นพิเศษทั้งที่ปกติ
ยายไม่ค่อยร้องเท่าไหร คืนนั้นมีแมวตายในโรงพยาบาล 2 ตัว วันต่อมายายก็ยังร้องอยู่ เช้าวันถัดไปอีก
ปรากฏว่าหมาในโรงพยาบาลตายไป 3 ตัว หลังจากนั้นยายเงียบกริบหันหน้าเข้ากำแพงไม่ร้องอีกเลย
(แล้วก็ไม่มีการตายเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน หรือว่ายายจะสูบวิญญาณอย่างที่พี่ๆ เขาบอกจริงๆ = =")
นอกจากยายไม่พูดถึงสาวน้อยคนนี้คงไม่ได้เช่นกัน สาวน้อย "น้ำขิง" ลูกสาวสุดรักของพี่หมอ
พี่หมอคนนี้มักพาเธอมาด้วยทุกครั้งที่เข้ามาทำงาน ส่วนมากก็จะได้รับหน้าที่รับแขกหน้าเคาน์เตอร์
เจ้าของเคสส่วนมากชอบมันเพราะมันน่ารัก ฉลาดอ้อน โดยเฉพาะเจ้าของเคสที่เป็นผู้ชาย โดนมากับตัวไงล่ะ
ถึงได้รู้ บ่ายวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจลงนั่งบนเก้าอี้รอเรียกเพื่อพักขา น้ำขิงที่ถูกวางไว้บนเก้าอี้ก็วิ่งมาหาผม
เพื่อจะให้ผมอุ้มวางลงบนพื้น (แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าเธอจะเอาอะไร) แต่ครั้งนี้ผมตามใจมันไม่ได้เพราะถูก
กำชับมาว่าอย่าปล่อยให้น้ำขิงวิ่งเพ่นพ่านบนพื้น เธอเลยนอนแกร่วแหมบอยู่ข้างๆ ผม ทันใดนั้นเองก็มีเจ้าของ
เคสผู้ชายเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ห่างผมไปสองตัว เชื่อไหมว่าเธอวิ่งไปคลอเคลียเจ้าของเคสหนุ่ม
(ที่ตาตาก็งั้นๆ แหละเชอะ TwT) ความไวแสง ผมเรียกก็ไม่มีหันกลับบอกให้รู้กันไปเลยว่า
"หนูกับไอ้แว่นนั้นไม่รู้จักกันนะคะ"
เรื่องในห้องตรวจมีอีกเยอะครับหลายเรื่องที่ไม่ได้เอามาเล่าเพราะมันเยอะมากเล่าไม่หมดหรอก
อ๋อ ที่นี่เขารับอาบน้ำตัดขนด้วยนะครับ จำได้ว่าวันนั้นมีปอมปอมชื่อ "คิวปิด" มาอาบน้ำตัดขนเป็นตัวเมีย
น่ารักเชียวครับ พอดีกับวันนั้น "คิวปิด" ชิสุตัวผู้ในห้องสัตว์ป่วยอาบน้ำพอดี พอเจ้าของมารับก็ถามหาหมา
ตัวเอง ทั้งผมทั้งพี่ผู้ช่วยต่างคนต่างเดินไปรับหมามาจากคนละที่ เจ้าของเห็นคิวปิดตัวผู้ถึงกับงงเลย
มาอาบน้ำวันเดียวอายุเยอะขึ้น กลายพันธุ์ กลายเพศไปหมด
ตกบ่ายก็ไม่ค่อยมีอะไรทำแล้วครับเวลาส่วนมากไม่ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ ก็เป็นช่วงเวลาพาเจ้าถิ่น
รุ่นเก๋าในห้องพักสัตว์ป่วยเอามารับแสงตะวันยามเย็น (กรณีไม่มีเคสน่ะนะ) นานๆ ที่จะมีพัสดุลังใหญ่ๆ มาส่ง
เป็นพวกข้างของเครื่องใช้ เครื่องสำอางค์ที่พี่ๆ เข้าสั่งมาจากแคทตาลอคนั้นแหละครับ ผมเองก็เคยถามอยู่ว่า
สั่งกันมาขนาดนี้พี่ใช้กันทันเหรอ พี่ๆ เขาหันมามองแล้วหัวเราะ ตอบผมว่า
"ไว้น้องเป็นผู้หญิงแบบพวกพี่แล้วจะรู้"
.........จ้ะ.... T 3T
emergency case ก็มีเข้ามาให้รักษาเหมือนกันครับ แม้บางรายจะมาช้าเกินไปไม่อาจยื้อชีวิตของ
สัตว์เอาไว้ได้ งานของสัตวแพทย์ก็ไม่ได้จบลงพร้อมกันชีวิตสัตว์ตรงนั้นหรอกนะ หน้าที่เยี่ยวยาจิตใจ
เจ้าของก็เป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ด้วย เพราะสัตว์ที่ตายไปอาจเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวตลอดชีวิตของเขา
มาหลายสิบปีแล้วก็ได้ (ไม่ได้เวอร์นะ)
พอหมดเวลา 6 โมงเย็นก็เป็นเวลาที่ผมออกงานแล้วล่ะครับ กลับบ้านอาบน้ำ เล่นเกม แล้วก็นอนตาย
ชีวิตวนลูปนี้อยู่พักใหญ่เลย =w=
เอาล่ะก็จบกันไปแล้วเนอะกับการฝึกงานของผม ผมได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่างเลยครับอย่างที่ได้
ตั้งใจไว้ ไว้ครั้งหน้าจะมาเหล่าให้ฟังอีกถ้ายังไม่เบื่อกันล่ะก็นะ ฮ่าๆ
********************
เหนือสิ่งอื่นใดเลยนะพี่อยากให้น้องรู้ตัวก่อนว่า น้องรักอาชีพนี้จริงๆ รึเปล่า ความรักสัตว์น่ะ พี่เชื่อว่า
มันมีเป็นพื้นฐานอยู่ในใจทุกคนอยู่แล้วล่ะ การเรียนตั้ง 6 เอาปริญญาสัตวแพทย์แต่สุดท้ายไม่ได้ใช้มันก็เป็น
เรื่องน่าเสียดายและเสียเวลา แทนที่จะได้ไปทำในสิ่งที่ชอบมาตั้งแต่ต้น อย่าเลือกคณะนี้เพราะไปตามกระแส
หรือเลือกตามความต้องการของคนอื่น เพราะที่สุดแล้วคนที่อยู่กับมันไม่ใช่ใครคนนั้นแต่เป็นตัวน้องเองนะ
ส่วนน้องที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นแล้วก็สู้ๆ นะ
พี่ฝากไว้ตรงนี้แหละ ขอให้โชคดีครับ 

Carnis L. Luminouse
Tags: ฝึกงาน, สัตวแพทย์, สัตว์เล็ก, หมา, เจ้าของมีปัญหา, เล่าเรื่อง, แมว19 Comments
「 AKUMI 」





















