********************
 
เอนทรีนี้มอบแด่น้อง jelova หวังว่าเรื่องของพี่คงไม่ทำให้น้องท้อกับทางนี้นะครับ สู้ๆ ;D
 
********************
          จบลงไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับการฝึกงานอันยาวนานของผมที่ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดเสาร์อาทิตย์
 
ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ถึงวันที่ 8 เมษายน (เลยอดไปงานหนังสือกับงานแคลซูลเลยอ่า orz) งานเริ่มเวลา
 
9.00-18.00 น. โดยตารางทุกอย่างผมกำหนดเองทั้งสิ้นแล้วให้ทางคณะช่วยทำเรื่องให้ บ้างคนก็บอกว่าผม
 
บ้าแทนที่สอบเสร็จจะพักก่อนสักสองสามวัน แต่ผมว่าแบบนี้แหละดีแล้วเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองดีกว่า
 
นอนเกาสะดืออยู่บ้านเฉยๆ Undecided
 
          เรามาเริ่มกันที่อุปกรณ์ที่ควรเอาไปด้วยพื้นฐานก่อนดีกว่านะ
 
 
 
1. สมุดกับปากกา : ของตายแน่นอนครับเพราะอาจต้องเอาไปจดบันทึกความรู้ใหม่ต่างๆ จากพี่หมอ
                    กันลืม อย่าไปหวังพึ่งของที่มีในโรงพยาบาลดีกว่านะ
 
2. นาฬิกาข้อมือแบบมีเข็มวินาที : เป็นไอเท็มที่ควรติดตัวตลอดเวลาเลยครับ เพราะได้ใช้แน่นอนในการจับ
                    เวลาวัดนับอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ หรือจับเวลาวัดไข้
 
3. Stethoscope : เอาของตัวเองไปก็ดีแต่ถ้ามีให้ใช้ที่โรงพยายบาลก็ไม่ต้องเอาไปครับ
 
4. ครีมทามือ : อันนี้แล้วแต่คนนะ สำหรับผมมันจำเป็นอ่ะ เพราะผมเป็นคนที่ล้างมือบ่อยมากเรียกได้ว่าล้าง
                    ทุกครั้งที่เปลี่ยนเคสทำให้ผิวแห้งแตกคันยิบๆ เลยสุดจะทนต้องไปถอยมันมาใช้ ฮ่าๆ
 
5. รองเท้าผ้าใบ : ไม่ต้องเอายี่ห้อหรูหรอกครับ เอาที่มันทนๆ อ่ะ นันยางไปเลยแนะนำเพราะแมวอยู่ในกรง
                    มันเบื่อพอได้ออกมามันจะโจมตีใส่เท้าคุณทันที (ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องรองเท้าเนี่ยแล้วแต่ที่ฝึกงาน
                    เขาจะกำหนดด้วยนะ)
 
ปล. นอกจากอุปกรณ์แล้วเล็บมือเราควรตัดสั้นและไม่ทาสีนะจ้ะ เป็นหมออย่าห่วงสวยเอาแค่หน้าไม่โทรมก็พอแล้ว Embarassed
 
********************
 
          ในโรงพยาบาลสัตว์ที่ผมเข้าฝึกเป็นเหมือนเมืองลับแลย่อมๆ เลยครับเพราะไม่ว่าจะผู้ช่วยหรือพี่หมอ
 
ก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ขนาดคุณหมอเจ้าของโรงพยาบาลยังเป็นผู้หญิงเลย ในบางวันเท่านั้นแหละที่ตอนเย็นจะ
 
มีพี่หมอผู้ชายเข้ามารับเคสผ่าตัดและวันนั้นเองทุกคนจะหายตัวเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัดกันหมดเลย ฮ่าา
 
พี่หมอแต่ละคนมีคาร์แรคเตอร์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจนครับแต่ทุกคนคุยสนุกมาก
 
 
 
          ทุกเช้าผมจะเริ่มงานด้วยการตอกบัตรเข้าทำงานเหมือนพี่หมอคนอื่นๆ (เคยลืมตอกบัตรไปเกือบชั่วโมง
 
ด้วยล่ะ) ในตอนเข้าที่พี่หมอยังไม่เข้างานหน้าร้านถือเป็นเขตอันตรายของผมเลยเพราะเจ้าของเคสที่จะเข้ามา
 
เมื่อไหรไม่รู้จะมุ่งตรงเข้าหาผมทันทีเนื่องจากเสื้อ med ขาวที่ผมใส่มันคล้ายๆ หรือจะบอกว่าเป็นแบบเดียวกับที่
 
หมอใส่นั้นแหละ ช่วงเช้าหลังเข้างานผมจึงไม่ค่อยอยู่หน้าร้านนัก ไม่ไปอยู่ห้องจ่ายยาก็ไปอยู่ในห้องพักสัตว์ป่วย
 
หางานทำเรื่อยเปื่อยรอพี่หมอ หลังๆ มาผมเริ่มออกมาหน้าร้านได้มากขึ้นพร้อมกับสกิลปัดหลบอันนุ่มนวล
 
(เลียนแบบมาจากพี่ผู้ช่วย)
 
 
          ปล. เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้อง "มีรอยยิ้มให้เคสอยู่เสมอ" ไม่วาเคสจะเหวี่ยงเรามาแค่ไหน
หรือถ้าทำไม่ได้ก็ควรเปลี่ยนกลับมาให้เร็วที่สุดแต่อย่าลืมดูสถานการณ์ด้วยล่ะ Undecided
 
จนโน่นแหละครับ เมือเวลาที่พี่หมอคนแรกเหยียบเท้าเข้าโรงพยาบาลมานั้นแหละ สงครามที่แท้จริงถึงได้
 
เริ่มต้น พวกพี่หมอจะเป็นคนรับศึกหน้าบ้าน ส่วนพวกพี่ผู้ช่วยจะเป็นคนรับศึกหลังบ้าน ผมเหรอ? ทำทุกอย่าง
 
ครับหน้าเสร็จก็ไปข้างหลัง ใครเรียกเมื่อไหรก็ไปช่วยหมดแหะ ถ้าคนตรงนั้นไม่เยอะเกินไปอ่ะนะ
 
           งานหลังบ้าน (ห้องพักสัจวป่วยที่ไม่ติดเชื้อและฝากเลี้ยง ฝากรักษา) ส่วนมากเป็นการให้ยา ทำแผล
 
ให้น้ำเกลือ บางทีก็มีพี่หมอลงมาช่วยเหมือนกันถ้าเคสหน้าบ้านไม่เยอะ ตัวไหนนิสัยดีพี่ผู้ช่วยก็จะทำคนเดียว
 
ถ้าตัวไหนดุ-ดื้อก็ต้องช่วยกันรุมหลายๆ คน ส่วนมากแค่ 3 คนก็เอาอยู่แล้วนะ
 
          การจับบังคับสัตว์แต่ละครั้งจะมีเป้าหมาย 3 อย่างครับ คือ คนปลอดภัย สัตว์ปลอดภัย และงานสำเร็จ
 
แต่บางครั้งอาจทำได้ยากขึ้นถ้าเจ้าของยังอยู่ในห้องเพราะบางทีสัตว์จะรู้สึกว่ามันมี "คนหนุนหลัง" เลยจะดื้อ
 
ขึ้นถ้าจะของออกไปซะบางตัวก็ยอมแต่โดยดีแล้วครับ หรือไม่อีกอย่างตัวเจ้าของเองนั้นแหละที่ทำให้งานช้าลง
 
ด้วยประการนี้เองในหลายๆ ครั้งจึงต้อง "เชิญ" เจ้าของออกไปรอนอกห้องตรวจระหว่างทำแผล
 
 
          ศึกหน้าบ้านอันเป็นงานของพี่หมอนั้นความยากมันไม่ได้อยู่ที่เคสที่เข้ารับการรักษาเท่านั้น มันยัง
 
อยู่ที่การรับมือกับเจ้าของเคสเหล่านั้นด้วย ตัวสัตว์ไม่ว่าจะดื้อหรือดุแค่ไหนย่อมมีทางกำราบให้อยู่ใต้การ
 
ควบคุมได้ไม่ยากนัก (เหรอ...) แต่เจ้าของเคสนี่แหละที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงที่สุดในห้องตรวจ (แต่
 
เจ้าของนิสัยน่ารักก็มีเยอะนะ)
 
 
รูปแบบการรับมือกับเจ้าของเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนไปตามหมอแต่ละคน และนี่แหละ คือ "สงคราม"
 
แบบแรก ). เจ้าของขี้จุกจิก
          เจ้าของประเภทนี้เมื่อหมอและผู้ช่วยเริ่มรู้ตัวก็จะพากันหรอยไปทีละคนจนไม่เหลือ หนีง่ายที่สุด
          ถ้าไม่โดนเดินตาม
 
หรือถ้าหมอคนไหนขยันฟังหรือไม่มีเคสอื่นต้องทำก็อาจจะอยู่ฟังให้เจ้าของเคสพูดแก้เหงาปากไปก็ได้นะ Foot in mouth
 
แบบสอง). ประเภทสร้างบรรยากาศข่มเหนือตลอดเวลา
          ประเภทนี้จะน่าเบือนิดนึง
ปล. การจัดการเจ้าของแต่ละประเภทมันแล้วแต่หมอ อย่ามาดราม่าใส่ผมนะ - -"

แบบสาม). ประเภทขี้กังวลเป็นห่วงสัตว์ (มากจนเป็นการขัดขวางการตรวจ)
          ประเภทนี้รับมือไม่ยากแค่อธิบายไปเรื่อยๆ แต่ให้อธิบายบ่อยๆ (มากกว่า 3 รอบ) มันก็....นะ

 
 
          ปล. การวัดไข้มันไม่รู้ได้ด้วยการเอาปรอทจิ้มก้นแค่ไม่กี่วินาทีนะครับ อย่างน้อยมันก็นาทีหนึ่ง
รึจนปรอทหยุดวิ่ง สัตว์น่ะถ้ามันปกติดมีตัวไหนจะยอมให้เอาแชอะไรมาจิ้มก้นกันง่ายๆ ไหมล่ะ -w-
 
          ความจริงมีเยอะกว่านี้เพราะแต่ละคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ แต่ละคนก็หิ้วเงือนไขประหลาดๆ มาให้
 
หมอและผู้ช่วยกุมขมับกันสาระพัดสาระพัน ส่วนใครจะได้ตำแหน่ง "สุดยอดเจ้าของมีปัญหาในดวงใจ"
 
ก็แล้วแต่วิจารณญาณของหมอแต่ละคนแหละครับ ไม่แน่ผมอาจได้ตำแหน่ง "หมอไม่ตามใจป้า" ในดวงใจของ
 
ป้าเคสนั้นไปแล้วก็ได้ใครจะรู้ ฮ่าๆ
 
 
          ถ้าไม่นับเจ้าของเคสที่มาให้เป็นเป็นตัวๆ แล้วล่ะก็ โทรศัพท์ก็ถือว่าน่ากลัวใช้ได้เลยครับเพราะไม่รู้
 
ว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา เคส? พี่หมอ? พี่ผู้ช่วย? โรคจิต(มีโทรมาจริงๆนะ)? ผมจึงมักอยู่ห่างโทรศัพท์มาก
 
ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพราะรับไปเราก็ไม่รู้จะตอบยังไงอยู่ดี แต่ถ้าแถวนั้นมีพี่ผู้ช่วยเป็นกองหนุนอยู่สักคนล่ะก็
 
ผมอาจจะรับถ้าพี่เขาไม่รับอ่ะนะ ครั้งหนึ่งมีเคสที่ต้องการใช้ออกซิเจนเข้ามามากจนออกซิเจนในโรงพยาบาล
 
หมด เช้ารุ่งขึ้นเลยมีโทรศัพท์จากคนส่งออซิเจนเข้ามาพร้อมถามด้วยสำเนียงอีสานว่า
 
"รับออกซิเจนไหมคร้าบ?"
 
แต่โชคร้ายของพี่เขาที่ผมเป็นคนรับ ฟังไม่ออกเลยฟังได้แต่ไหมคร้าบ ไหมคร้าบ แง้ว พี่ผมขอโทษ --- ;w;
          ความรู้พื้นฐานเรื่องวัคซีนก็จำเป็นต้องรู้นะเพราะถ้าเคสถามเราควรมีความรู้เอาตัวรอดบ้าง เคยโดนเคส
 
ถามความรู้นิวทริชันด้วย...จำได้ว่าหลับในห้องเรียนเหมือนคนส่วนใหญ่ T[]T
 
 
          เล่าเรื่องฝึกงานที่โรงพยาบาลสัตว์นี้โดยไม่เล่าถีงแมวตัวนี้คงไม่ได้ "เจ็ด" หรือ "คุณยาย" ตามที่
 
พี่หมอและพี่ผู้ช่วยเรียกกันเป็นแมวไทยอายุ 18 ปีทียังดูหน้าเด็กอยู่ ทุกเช้าไม่ผมก็พี่ผู้ช่วยหรือพี่หมอสักคน
 
จะต้องมาให้น้ำเกลือใต้หนังยายวันละ 100 cc เพราะยายแห้งน้ำมากขนาดไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง
 
ก่อนและหลังให้ ผมคงไม่พูดถึงยายถ้าไม่บังเอิญไปเห็นป้ายกระดาษหน้ากรงยายติดว่ายายกินวิญญาณ
 
เป็นอาหาร ทีแรกผมก็หัวเราะไปแบบขำๆ แต่ก็ลองสังเกตดูนะ วันนั้นยายส่งเสียงร้องมากเป็นพิเศษทั้งที่ปกติ
 
ยายไม่ค่อยร้องเท่าไหร คืนนั้นมีแมวตายในโรงพยาบาล 2 ตัว วันต่อมายายก็ยังร้องอยู่ เช้าวันถัดไปอีก
 
ปรากฏว่าหมาในโรงพยาบาลตายไป 3 ตัว หลังจากนั้นยายเงียบกริบหันหน้าเข้ากำแพงไม่ร้องอีกเลย
 
(แล้วก็ไม่มีการตายเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน หรือว่ายายจะสูบวิญญาณอย่างที่พี่ๆ เขาบอกจริงๆ = =")
 
          นอกจากยายไม่พูดถึงสาวน้อยคนนี้คงไม่ได้เช่นกัน สาวน้อย "น้ำขิง" ลูกสาวสุดรักของพี่หมอ
 
พี่หมอคนนี้มักพาเธอมาด้วยทุกครั้งที่เข้ามาทำงาน ส่วนมากก็จะได้รับหน้าที่รับแขกหน้าเคาน์เตอร์
 
เจ้าของเคสส่วนมากชอบมันเพราะมันน่ารัก ฉลาดอ้อน โดยเฉพาะเจ้าของเคสที่เป็นผู้ชาย โดนมากับตัวไงล่ะ
 
ถึงได้รู้ บ่ายวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจลงนั่งบนเก้าอี้รอเรียกเพื่อพักขา น้ำขิงที่ถูกวางไว้บนเก้าอี้ก็วิ่งมาหาผม
 
เพื่อจะให้ผมอุ้มวางลงบนพื้น (แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าเธอจะเอาอะไร) แต่ครั้งนี้ผมตามใจมันไม่ได้เพราะถูก
 
กำชับมาว่าอย่าปล่อยให้น้ำขิงวิ่งเพ่นพ่านบนพื้น เธอเลยนอนแกร่วแหมบอยู่ข้างๆ ผม ทันใดนั้นเองก็มีเจ้าของ
 
เคสผู้ชายเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ห่างผมไปสองตัว เชื่อไหมว่าเธอวิ่งไปคลอเคลียเจ้าของเคสหนุ่ม